ยินดีต้อนรับ เบรนดัน ร็อดเจอส์! [บทความ]

การกลับมาของชายที่เกือบจะเป็นตำนานที่ ลิเวอร์พูล ในค่ำคืนวันเสาร์ที่ 5 ตุลาคมนี้จะเป็นอีกหนึ่งเกมที่ ลิเวอร์พูล จะต้องพบกับบททดสอบที่ยากลำบากอีกครั้ง นั้นก็คือการเปิดบ้านแอนฟิลด์พบกับการมาเยือนของ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับที่ 3 ของตารางพรีเมียร์ลีก ในเวลานี้ แน่นอนฮะฟังไม่ผิดพวกเขาอยู่ที่อันดับที่สามของตารางแล้วในเวลานี้
 
นี่อาจจะเป็นแค่การเริ่มต้นฤดูกาล หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่! สิ่งที่มันสะกิดหัวใจของผมจนต้องลุกขึ้นมานั่งเขียนเรื่องนี้ถึงชายที่เคยเกือบที่จะสร้างประวัติศาสตร์ให้แก่สโมสร ลิเวอร์พูล ได้อีกหนึ่งคน ชายที่เป็นคนแรกในรอบ 5 ปี ที่ทำให้ทีม หงส์แดง นั้นเข้าใกล้กับตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อย่างมาก หากเกมนั้นไม่เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงในเกมที่พบกับ เชลซี ของ โชเซ มูรินโญ่ ในเวลานั้น
 
ส่วนตัวผมนั้นชื่นชม บีร็อด มาตลอดว่านี่คือกุนซือที่น่าจับตามองที่สุดในยุคใหม่เลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าเขาพาทีม ลิเวอร์พูล เกือบคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เท่านั้น แต่เขาเปลี่ยนแปลงให้ สวอนซี ซิตี้ ในยุค 2010–2012 ให้ถูกพูดถึงว่านี่คือ ‘สวอนซีโลน่า’ ไปเลยในช่วงเวลานั้น และการคุมทีม ลิเวอร์พูล กับสโมสรใหม่ครั้งแรกในชีวิต และบททดสอบที่ใหญ่หลวงมาตลอดนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาคุมทีมในวันที่ 1 มิถุนายน 2012 จะตัวถูกสบประมาทมาตลอดว่าเป็นกุนซือที่ไร้ชื่อเสียงแต่ได้มาคุมทีมที่ยิ่งใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล ได้อย่างไร
 
แต่ในช่วงบททดสอบ 3 ปี จากการคุมทัพ หงส์แดง เจ้าตัวคุมทีมทั้งหมด 166 เกมการแข่งขัน และพาทีมชนะ 83 ครั้ง เสมอ 41 ครั้ง แพ้ 42 ครั้ง คิดเป็นเปอร์เซ็นแล้วอยู่ที่ 50.0% ของการคว้าชัยชนะในการคุมทีม ลิเวอร์พูล ซึ่งถ้ามองกันตามความจริงแล้ว ถ้าสำหรับคนที่ติดตามผลงานของ บีร็อด จะรู้ดีว่านี่คือหนึ่งในผู้จัดการทีมจ้าวแห่งแทคติกชั้นยอดอีกหนึ่งคนเลยทีเดียว บีร็อด มักที่จะมีการปรับแผนสไตล์ในการทำทีมแบบกล้าได้กล้าเสียลองผิดลองถูกมาโดยตลอด แม้หลายๆคนที่เป็นแฟนบอลในเวลานั้นจะบอกว่าเขามีผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมอย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด ,หลุยส์ ซัวเรส ,ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ,ราฮีม สเตอริง , จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ในช่วงที่พีคอย่างมากในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าไม่มีแผนการที่ยอดเยี่ยม ผมกล้าพูดเลยว่า ลิเวอร์พูล อาจจะบินไม่สูงถึงขนาดเกือบเป็นแชมป์ได้เลยในช่วงเวลานั้น
 
และตอนนี้ เขากลับมาแล้ว กลับมาพร้อมกับทีมที่เหมาะสม และลงตัวกับเขาที่สุดแล้ว เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นถึงแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2015–16 และศักยภาพในทีมเวลานี้ถือว่าเป็นสโมสรที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก แน่นอนผู้เล่นดาวรุ่งหลายๆคนยังคงเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมอย่าง เจมส์ แมดดิสัน ,เบน ชิลเวลล์ ,คักลาร์ โซยุนคู ,เดมาไร เกรย์ ,ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ,อาโยเซ เปเรซ ที่ผนึกกำลังกับตัวเก๋าอย่าง แคสเปอร์ ชไมเคิล ,เจมี วาร์ดี และ วิลเฟรด อึนดิดี ถือว่าเป็นอีกทีมหนึ่งถ้าพูดกันตามความจริงแล้วก็ไม่ต่ำกว่าที่ 10 ของลีก และไม่สูงถึงขนาดเทียบ Top 4 ได้ แต่มันดูดีและมีอนาคตอย่างมากเช่นกัน
 
การมาของ ร็อดเจอส์ ถือว่า เลสเตอร์ เสริมทีมได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างมาก ไม่ว่าจะประสบการณ์ในการคุมทีม ลิเวอร์พูล ไหนจะไปได้ดิบได้ดีกับทาง เซลติก แถลงแชมป์ทั้งแชมป์ลีกสูงสุด และแชมป์บอลถ้วยก็มากมายจากที่เขาไปคุมทีม การที่ จิ้งจอกสยาม เลือกเขานั้นถือว่าเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมและลงตัวที่สุดแล้วในเวลานี้ อย่างที่บอกประสบการณ์ของ บีร็อด เอามาใช้ได้เป็นอย่างดีกับที่นี่ และตอนนี้เขาพิสูจน์แล้วว่า เขาสามารถที่จะปลุกจิ้งจอกสยามให้กลับมาเป็นจิ้งจอกที่มีความน่ากลัวได้อีกครั้ง
 
และเสาร์นี้ หงส์แดง แม้เล่นในบ้าน แต่บอกเลยนี่จะเป็นงานที่หยาบอีกครั้งหนึ่ง และจะเป็นเกมที่พิสูจน์ความสามารถของทีมที่จะเป็นแชมป์ได้หรือไม่อีกครั้ง บีร็อด ผู้ซึ่งเคยถือหางเสือสโมสร ลิเวอร์พูล และน่าจะรู้ดีว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ มีฝีไม้ลายมือมากแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้เขาก็เคยปะทะฝีมือกันมาแล้วบ้างด้วยเช่นกัน แต่นอกจากฝีมือที่เคยปะทะกันในฐานะคู่แข่งแล้ว นอกสนามรบ เขาคือเพื่อนคนหนึ่งที่มีน้ำใจที่ยอดเยี่ยมแก่ เจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างมาก เพราะเขามอบบ้านของเขาให้แก่ คล็อปป์ เช่าต่อในการใช้เป็นที่อยู่อาศัยในเมือง ลิเวอร์พูล แห่งนี้
 
“มันแน่นอนผมไม่มีวันที่จะมานั่งเสียใจอะไรทั้งนั้นที่ผมปล่อยบ้านหลังนั้นให้ เจอร์เก้น [คล็อปป์] เป็นคนเช่าไป ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Ray Haughan [เจ้าหน้าที่ประสานงานผู้เล่นของสโมสร ลิเวอร์พูล] และเขาบอกกับผมว่า ตอนนี้ เจอร์เก้น [คล็อปป์] กำลังมองหาบ้านที่อยู่อาศัยในเวลานั้น ดังนั้นผมจึงพูดกับเขาไปว่า ‘ฟังนะ ผมกำลังจะย้ายไปลอนดอนสักพักแล้ว และผมจะไม่ได้อยูที่นั่นแล้ว ผมคิดว่าตอนนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ควรจะย้ายเข้ามาอยู่ได้เลยนะ’ นั่นคือสิ่งที่ผมพูดออกไปเวลานั้น”
 
“ผมเข้าใจดีว่ามันเป็นอย่างไรในฐานะผู้จัดการทีมที่ต้องย้ายมายังที่ใหม่ๆที่ไม่มีความคุ้นเคยพร้อมกับครอบครัว และแน่นอนคุณต้องมองหาที่ๆจะทำให้คุณมีความสุขมากที่สุด คุณต้องการให้พวกเขาอยู่ในที่ที่ดี และแน่นอนเมื่อเขาเข้าไปดู และเขาก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่นั่นเลยนับตั้งแต่นั้นมา”
 
ไม่ใช่แค่เพียงยกบ้านเช่าให้เท่านั้น ร็อดเจอส์ ยังคงให้ความสนับบสนุน เจอร์เก้น คล็อปป์ มาตลอด และต้องการให้เขาประสบความสำเร็จที่สโมสร ลิเวอร์พูล อย่างมาก และแน่นอนเขายังคงติดต่อกันอยู่ด้วยเช่นกันเป็นบางครั้ง
 
“ผมต้องการให้เขาประสบความสำเร็จกับสโมสร และต้องการให้สโมสรประสบความสำเร็จกับเขา เขามีความเป็นมืออาชีพที่สูงมาก และมีสัดส่วนที่ดีมีสถานะที่ดี แต่เขาเองก็เคยเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมด้วยเช่นกัน! และตอนที่เขาเข้ามา เขานำอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาสู่ทีมอย่างเห็นได้ชัดเจน และสโมสรและแฟนบอลก็ตอบสนองในสิ่งๆนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่ลงตัวกันอย่างมากในเวลานี้”
 
“และเมื่อ ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ในฤดูกาลที่ผ่านมา ผมได้ทำการส่งข้อความไปแสดงความยินดีกับพวกเขาและ เจอร์เก้น [คล็อปป] ด้วยเช่นกัน ผมเป็นคนประเภทที่มีความสุขเลยนะที่เห็นสโมสร ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมมีความสุขกับผู้เล่นอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจมส์ มิลเนอร์ ผู้เล่นที่ผมเคยร่วมงานด้วย และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผมเสมอ”
 
“ผมต้องบอกเลยว่าผมมีความสุขมากที่ผมได้เห็น จอร์แดน [เฮนเดอร์สัน] นั้น ยกถ้วยรางวัลแชมเปี้ยนส์ลีก เพราะผมรู้ดีว่าเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากแค่ไหนกว่าที่เขาจะก้าวมาจนถึงเวลานี้ เขาพัฒนาไปมากจริงๆ เขาทำงานหนักมาก และเป็นผู้เล่นที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับดาวรุ่งเสมอ และผมมีความสุขจริงๆที่ได้เห็นเขาในเวลานี้”
 
สิ่งที่ชายคนนี้พูดและถ่ายทอดออกมา และผมได้อ่านนั้นบอกเลยว่ามันไม่มีความอิจฉาริษยาออกมาในบทสัมภาษณ์เลย หรือแม้แต่การได้ดูจากคลิปที่เขาพูดถึงในช่วงเวลานั้น และสำหรับผมแล้วยังคงยืนยันคำเดิมว่าไม่เคยเสียใจเลยที่ชายคนนี้เข้ามาคุมทีมในช่วงเวลานั้น และยังคงคิดเสมอว่านี่คือหนึ่งในกุนซือที่มีฝีมืออย่างมาก และจะเก่งขึ้นอีกแน่นอนในอนาคตข้างหน้านี้
 
เพราะฉะนั้นการกลับมาของเขาสู่บ้านแห่งแอนฟิลด์อีกครั้ง ผมเชื่อเหลือเกินว่าเขาจะต้องได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือหนึ่งในกุนซือที่แฟนบอล เดอะ ค็อป รักอีกหนึ่งคนด้วยเช่นกัน แม้จะไม่ได้ถูกพูดถึงมากนัก แม้จะไม่ได้รับความรักมากนัก แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เขาเองก็คือชายที่เกือบทำให้ ลิเวอร์พูล เข้าใกล้กับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก มาแล้วด้วยเช่นกัน เอ้า! ยินดีต้อนรับ เบรนดัน ร็อดเจอส์ กลับมานะ!